อัปเดตเกณฑ์คะแนนสอบราชการ 2568 เตรียมพร้อมสมัครงานราชการ

พร้อมลุยสนามสอบราชการปี 2568 กันได้เลย!

ใช้เวลาประมาณ 10 นาที ในการอ่านบทความนี้เพื่อเข้าใจเกณฑ์และวิธีเตรียมตัวเข้าสอบราชการปี 2568 อย่างละเอียด

  • อัปเดตเกณฑ์คะแนนสอบราชการปี 2568 พร้อมวิธีเตรียมตัวให้เป๊ะ
  • เข้าใจความเปลี่ยนแปลงของภาค ก, ข, และ ค
  • คำแนะนำการวางแผนอ่านหนังสือและเตรียมสอบอย่างมีประสิทธิภาพ
  • คำถาม FAQs ที่พบบ่อยในปีนี้
  • แนวทางก้าวสู่ความสำเร็จในการเข้าสมัครราชการ
หัวข้อ รายละเอียด
เกณฑ์คะแนนและการเปลี่ยนแปลงจากปีที่ผ่านมา แนวทางใหม่ของเกณฑ์คะแนนปี 2568 รวมถึงคะแนนขั้นต่ำในแต่ละภาคและข้อควรรู้ต่าง ๆ
รายละเอียดภาค ก, ข, และ ค การอธิบายข้อกำหนดของแต่ละภาค การวัดผลและจุดสำคัญที่น้อง ๆ ต้องรู้
คำถามที่พบบ่อย (FAQs) คำถามและคำตอบเกี่ยวกับเกณฑ์คะแนน ตัวอย่าง เช่น การใช้ผลคะแนนจากภาค ก ไปสมัครภาค ข ฯลฯ
คำแนะนำเตรียมตัวให้พร้อม เทคนิคการอ่านหนังสือ การทำข้อสอบเก่า การติดตามประกาศสำคัญ

เกณฑ์คะแนนสอบราชการ 2568: มีอะไรใหม่ ต้องเตรียมตัวยังไง?

ก่อนอื่น มาทำความเข้าใจกันก่อนว่าทำไมถึงต้องมีการปรับเกณฑ์คะแนนกันนะ? หลัก ๆ เลยก็เพื่อ:

  • “ความโปร่งใส:” ให้กระบวนการคัดเลือกตรวจสอบได้ ชัดเจน เป็นธรรมกับผู้สมัครทุกคน
  • “มาตรฐานที่สูงขึ้น:” คัดเลือกคนที่เหมาะสมกับตำแหน่งงานราชการจริง ๆ ทั้งความรู้ ความสามารถ และทัศนคติ
  • “ผู้สมัครเตรียมตัวตรงจุด:” กำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำชัดเจนในแต่ละภาค ช่วยให้เรารู้ว่าต้องเน้นวิชาไหนเป็นพิเศษ

ทีนี้ เรามาเจาะลึกกันดีกว่าว่าเกณฑ์คะแนนที่หลาย ๆ หน่วยงาน (โดยเฉพาะแนวทางของ Guru Academy) กำลังจะใช้ในปี 2568 มีอะไรบ้าง

เจาะลึกเกณฑ์คะแนนแต่ละภาค (อิงตามแนวทาง guruacademy.com)

การสอบราชการหลัก ๆ จะแบ่งเป็น 3 ภาค คือ ภาค ก, ภาค ข และ ภาค ค ซึ่งแต่ละภาคก็มีเกณฑ์การพิจารณาคะแนนที่แตกต่างกันไป ดังนี้

ภาค ก (ความรู้ความสามารถทั่วไป): ด่านแรกที่ต้องผ่าน!

ภาค ก เปรียบเสมือนประตูด่านแรกที่ทุกคนต้องสอบผ่านให้ได้ก่อน ถึงจะมีสิทธิ์ไปต่อในภาคอื่น ๆ เนื้อหาหลัก ๆ ที่ทดสอบก็ได้แก่:

  • วิชาความสามารถในการคิดวิเคราะห์: พวกคณิตศาสตร์ทั่วไป อนุกรม การวิเคราะห์ข้อมูล สรุปความ ตีความภาษาไทย
  • วิชาภาษาอังกฤษ: วัดความรู้พื้นฐานด้าน Grammar, Vocabulary, Reading Comprehension
  • วิชาความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดี: ทดสอบความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมาย ระเบียบราชการ และหลักธรรมาภิบาล

**เกณฑ์การผ่านภาค ก ที่ต้องรู้ (สำคัญมาก!)**

  • คะแนนรวมทุกวิชา: ต้องได้ ไม่ต่ำกว่า 60%
  • วิชาภาษาอังกฤษ: ต้องได้ ไม่ต่ำกว่า 50% (แหล่งข่าว: Guru Academy)

**ย้ำชัด ๆ เรื่องภาษาอังกฤษ:** น้อง ๆ หลายคนอาจจะเก่งวิชาคำนวณหรือวิเคราะห์ แต่ถ้าภาษาอังกฤษคะแนนไม่ถึง 50% ก็ ถือว่าสอบตกภาค ก ทันที นะครับ! ต่อให้คะแนนรวมวิชาอื่นจะสูงแค่ไหนก็ตาม ดังนั้น ใครที่รู้ตัวว่าไม่ถนัดอังกฤษ ต้องรีบฟิตด่วน ๆ เลย

ภาค ข (ความรู้ความสามารถเฉพาะตำแหน่ง): วัดความเชี่ยวชาญ

หลังจากผ่านด่านภาค ก มาได้แล้ว ก็จะถึงคิวของภาค ข ซึ่งเป็นการทดสอบความรู้ความสามารถที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งที่เราสมัครโดยตรง เช่น:

  • นักวิเคราะห์นโยบายและแผน: ก็จะสอบเกี่ยวกับหลักการวางแผน การวิเคราะห์นโยบาย
  • นิติกร: ก็จะเน้นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับงาน
  • นักวิชาการคอมพิวเตอร์: ก็จะสอบเรื่องระบบเครือข่าย การเขียนโปรแกรม ฐานข้อมูล

**เกณฑ์การผ่านภาค ข**

  • ต้องได้คะแนน ไม่ต่ำกว่า 60% (แหล่งข่าว: Guru Academy)
  • ที่สำคัญคือ คุณต้องสอบผ่านภาค ก มาก่อน ถึงจะมีสิทธิ์เข้าสอบภาค ข นะครับ (แหล่งข่าว: Guru Academy)

ภาค ค (ความเหมาะสมกับตำแหน่ง): วัดแววความเป็นข้าราชการ

ด่านสุดท้ายคือ ภาค ค หรือที่เรารู้จักกันดีว่า “สอบสัมภาษณ์” นั่นเองครับ บางตำแหน่งอาจจะมีการทดสอบอื่น ๆ เพิ่มเติมด้วย เช่น ทดสอบสมรรถภาพร่างกาย หรือทดสอบทักษะเฉพาะทาง (เช่น พิมพ์ดีด, ขับรถ)

**เกณฑ์การพิจารณาภาค ค**

  • ภาคนี้ ไม่มีการกำหนดคะแนนขั้นต่ำ ว่าต้องได้เท่าไหร่ถึงจะผ่าน (แหล่งข่าว: Guru Academy)
  • แต่คะแนนส่วนนี้จะถูกนำไปใช้ พิจารณาความเหมาะสม กับตำแหน่ง ทั้งในด้านบุคลิกภาพ ทัศนคติ ปฏิภาณไหวพริบ ประสบการณ์ และความมุ่งมั่นในการทำงานราชการ

การนำคะแนนไปใช้ และคำถามที่พบบ่อย (FAQ)

เมื่อผ่านการสอบทั้ง 3 ภาค (หรือ 2 ภาคในกรณีที่บางหน่วยงานรวม ภาค ก และ ข ในวันเดียว) แล้ว คะแนนจะถูกนำมาพิจารณาอย่างไรต่อ? มาดูกันครับ

คะแนนรวมมีผลยังไงกับการบรรจุ?

  • สำหรับผู้ที่สอบผ่านทั้งภาค ก และ ภาค ข ตามเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว คะแนนของภาค ข และ ภาค ค จะถูกนำมารวมกัน เพื่อจัดลำดับผู้สอบแข่งขันได้ (แหล่งข่าว: Guru Academy)
  • การเรียกบรรจุเข้ารับราชการจะเรียงตามลำดับคะแนนรวมนี้ จากสูงสุดไปหาต่ำสุด ตามจำนวนอัตราว่างที่ประกาศรับสมัครในแต่ละตำแหน่ง (แหล่งข่าว: Guru Academy)
  • พูดง่าย ๆ คือ: ถึงจะสอบผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำทุกภาค แต่ถ้าคะแนนรวมของเราไม่สูงพอที่จะติดอยู่ในลำดับที่เรียกบรรจุ ก็อาจจะยังไม่ได้รับการบรรจุในรอบนั้น ๆ (ขึ้นบัญชีรอเรียก)

เคลียร์ชัด! คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับเกณฑ์คะแนนใหม่

  1. Q: ถ้าสอบภาค ก แล้วคะแนนภาษาอังกฤษไม่ถึง 50% แต่คะแนนรวมเกิน 60% จะสอบภาค ข ได้ไหม?
  2. A: ไม่ได้ครับ! ย้ำอีกครั้งว่า ต้องผ่านเกณฑ์ทั้งสองอย่าง คือ คะแนนรวมไม่ต่ำกว่า 60% และ ภาษาอังกฤษไม่ต่ำกว่า 50% ถึงจะถือว่าสอบผ่านภาค ก และมีสิทธิ์ไปสอบภาคต่อไป
  3. Q: คะแนนแต่ละภาคมีน้ำหนักเท่ากันไหมในการจัดลำดับ?
  4. A: โดยทั่วไป น้ำหนักคะแนนจะเน้นที่ภาค ข และ ภาค ค ซึ่งเป็นภาคที่วัดความรู้เฉพาะตำแหน่งและความเหมาะสมโดยตรง ส่วนภาค ก เป็นเหมือนใบเบิกทางที่ต้องผ่านเกณฑ์ก่อน สัดส่วนคะแนนที่แน่นอนอาจแตกต่างกันไปในแต่ละหน่วยงาน ต้องดูในประกาศรับสมัครของหน่วยงานนั้น ๆ ครับ
  5. Q: ถ้าสอบผ่านภาค ก ของ ก.พ. หรือท้องถิ่นแล้ว สามารถนำผลไปใช้สมัครสอบภาค ข ของหน่วยงานอื่นได้เลยไหม?
  6. A: ได้ครับ! นี่คือข้อดีของการสอบภาค ก ที่จัดโดยหน่วยงานกลางอย่าง ก.พ. หรือ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สำหรับการสอบท้องถิ่น) เมื่อเราสอบผ่านและได้รับหนังสือรับรองผลแล้ว สามารถนำผลสอบภาค ก นี้ไปใช้ยื่นสมัครสอบแข่งขันในภาค ข และ ค ของส่วนราชการต่าง ๆ ที่เปิดรับสมัครในตำแหน่งที่เรามีคุณสมบัติตรงตามที่เขากำหนดได้เลย (ภายในระยะเวลาที่หนังสือรับรองผลยังไม่หมดอายุ) (แหล่งข่าว: Guru Academy)
  7. Q: เกณฑ์คะแนนนี้ใช้เหมือนกันทุกหน่วยงานราชการเลยหรือเปล่า?
  8. A: เกณฑ์หลัก ๆ ที่กล่าวมา (โดยเฉพาะภาค ก และ ข) ถือเป็น แนวทางกลาง ที่หลายหน่วยงานใช้ครับ อาจมีบางหน่วยงาน หรือบางตำแหน่งงานที่มีลักษณะเฉพาะ อาจกำหนดเกณฑ์หรือรายละเอียดปลีกย่อยเพิ่มเติมได้ ทางที่ดีที่สุดคือ น้อง ๆ ต้องตรวจสอบรายละเอียดจากประกาศรับสมัครของหน่วยงานที่เราสนใจโดยตรง จะแม่นยำที่สุดครับ (ดูตัวอย่างประกาศจาก กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หรือข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ)

เตรียมตัวอย่างไรให้พร้อมสอบ ปี 2568?

รู้เกณฑ์คะแนนใหม่แล้ว ก็ถึงเวลาวางแผนเตรียมตัวให้พร้อมที่สุด! พี่มีคำแนะนำเล็ก ๆ น้อย ๆ มาฝากครับ

  • วางแผนอ่านหนังสือให้ตรงจุด:
    • ภาค ก: อย่าทิ้งวิชาไหน! เน้นทำความเข้าใจหลักการคิดวิเคราะห์ ฝึกทำโจทย์เลขและภาษาไทยเยอะ ๆ และ ให้ความสำคัญกับภาษาอังกฤษเป็นพิเศษ เพราะเป็นจุดชี้ขาดเลยว่าจะผ่านหรือไม่ผ่าน
    • ภาค ข: ทบทวนเนื้อหาวิชาที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งที่เราจะสมัครให้แน่นที่สุด หาหนังสือหรือคอร์สติวที่เน้นเฉพาะทางมาเสริมได้
    • ภาค ค: ฝึกตอบคำถามสัมภาษณ์ เตรียมข้อมูลเกี่ยวกับตัวเอง ประสบการณ์ และความรู้เกี่ยวกับหน่วยงานที่จะไปสัมภาษณ์ ลองซ้อมหน้ากระจกหรือกับเพื่อน ๆ จะช่วยลดความประหม่าได้
  • ฝึกทำข้อสอบเก่าจับเวลา: การทำข้อสอบเก่าจะช่วยให้เราคุ้นเคยกับแนวข้อสอบ และการจับเวลาจะช่วยบริหารจัดการเวลาในห้องสอบจริงได้ดีขึ้น
  • ติดตามข่าวสารประกาศรับสมัครอย่างใกล้ชิด: หมั่นเช็กเว็บไซต์ของ ก.พ. และหน่วยงานราชการที่เราสนใจอยู่เสมอ จะได้ไม่พลาดข้อมูลสำคัญ เช่น กำหนดการรับสมัคร คุณสมบัติ หรือเกณฑ์คะแนนที่อาจมีการอัปเดตเพิ่มเติม
  • ดูแลสุขภาพกายใจให้พร้อม: การเตรียมสอบเป็นเรื่องที่ต้องใช้พลังงาน อย่าหักโหมจนเกินไป พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ และหาเวลาผ่อนคลายบ้าง จะช่วยให้สมองปลอดโปร่งพร้อมรับความรู้ได้ดีขึ้นครับ

สรุปและก้าวต่อไปสู่สนามสอบราชการ

การปรับปรุงเกณฑ์คะแนนสอบราชการในปี 2568 นี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการยกระดับมาตรฐานและความโปร่งใสของการคัดเลือกบุคลากรภาครัฐ การรู้เกณฑ์ที่ชัดเจน โดยเฉพาะการกำหนดคะแนนขั้นต่ำของภาค ก (รวมและภาษาอังกฤษ) และภาค ข ช่วยให้เราในฐานะผู้เตรียมสอบ สามารถวางแผนและโฟกัสการอ่านหนังสือได้อย่างตรงจุดมากขึ้น

ถึงแม้เส้นทางการสอบเข้ารับราชการอาจจะต้องแข่งขันกันสูง และมีรายละเอียดที่ต้องใส่ใจเยอะ แต่พี่เชื่อว่าถ้าน้อง ๆ ทุกคนมีความตั้งใจจริง วางแผนการเตรียมตัวอย่างเป็นระบบ และหมั่นฝึกฝนทำข้อสอบอย่างสม่ำเสมอ ความสำเร็จอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอนครับ!

สู้ ๆ นะครับทุกคน!


**พร้อมลุยสนามสอบแล้วหรือยัง?**

h2, h3, h4 { border-bottom: 2px solid #00c2ff !important; padding-bottom: 10px !important; } a { color: #00c2ff !important; } /* Headings padding */ .wp-block-heading { padding-bottom: 10px !important; } /* Paragraph spacing */ .wp-block-paragraph { margin-top: 20px !important; }